The Sports Gene – ยอดมนุษย์นักกีฬา: มหัศจรรย์พันธุกรรมหรือสัจธรรมการซ้อม
ตอนที่ 1: พันธุกรรม vs การฝึกซ้อม

 

ถอดความจากงานเสวนา SALT TalksThe Sports Gene: ยอดมนุษย์นักกีฬา: มหัศจรรย์พันธุกรรมหรือสัจธรรมการซ้อม

4 สิงหาคม 2562
OPEN HOUSE BOOKSHOP by HARDCOVER
ชั้น 6 Central Embassy


ผู้ร่วมเสวนา

ลูกปลา ธัญญารัตน์ ดอกสน ผู้แปลหนังสือ The Sports Gene – ยอดมนุษย์นักกีฬา: มหัศจรรย์พันธุกรรมหรือสัจธรรมการซ้อม เข้าร่วมแข่งขันไตรกีฬามา 3-4 ปี และยังเคยผ่านการแข่งขันในรายการไอรอนแมน (Ironman) มาแล้ว 2 ครั้ง

บุ๊ย มนตรี บุญสัตย์ ผู้ก่อตั้งเฟซบุ๊กแฟนเพจ Running Insider อยู่ในวงการการวิ่งมา 9 ปี เข้าร่วมการวิ่งอัลตรามาราธอน (การวิ่งมาราธอนระยะทาง 100 กิโลเมตร) ที่ฮ่องกงมาแล้ว 4 ครั้ง (ค.ศ. 2015-2018) และปีนี้จะไปวิ่งในงานมอสโกมาราธอนและนิวยอร์กซิตีมาราธอน

แชมป์ พิพัฒน์พน อิงคนนท์ นักไตรกีฬาแถวหน้าของไทย แชมป์ฮาล์ฟไอรอนแมนระดับเอเชียแปซิฟิก

ผู้ดำเนินรายการ

โตมร ศุขปรีชา นักเขียน นักแปล และผู้ร่วมก่อตั้งสำนักพิมพ์ซอลท์



ธัญญารัตน์ ดอกสน

ธัญญารัตน์เคยอ่าน The Sports Gene ตั้งแต่สมัยยังมีเพียงฉบับภาษาอังกฤษเมื่อปี ค.ศ. 2013 และพบว่าหนังสือเล่มนี้ได้ลบล้าง กฎ 10,000 ชั่วโมง หรือ 10,000-Hour Rule ที่มัลคอล์ม แกล็ดเวลล์ (Malcolm Gladwell) กล่าวไว้ในหนังสือ Outliers (2018) (ตีพิมพ์ในชื่อไทยว่าสัมฤทธิ์พิศวง สำนักพิมพ์ WE LEARN, พ.ศ. 2556) โดยกฎดังกล่าวนั้นมีใจความว่า หากคนเราฝึกฝนสิ่งใดติดต่อกันเป็นระยะเวลารวมถึง 10,000 ชั่วโมง ก็จะสามารถประสบความสำเร็จในเรื่องนั้นๆ แต่หนังสือ The Sports Gene บอกว่า จริงๆ แล้วลำพังแค่การซ้อมอย่างเดียวไม่เพียงพอ มีปัจจัยอีกหลายอย่างที่จำเป็นต่อการที่ใครสักคนหนึ่งจะประสบความสำเร็จในเรื่องใดๆ เหนือคนอื่น และพันธุกรรมเฉพาะตัวของแต่ละคนก็เป็นส่วนหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญต่อการประสบความสำเร็จของใครสักคนด้วยเช่นกัน นั่นจึงเป็นจุดที่ทำให้ธัญญารัตน์สนใจหนังสือเล่มนี้ และตอบตกลงทันทีเมื่อสำนักพิมพ์ซอลท์ติดต่อขอให้เป็นผู้แปลฉบับพิมพ์ภาษาไทย

[FUN FACT:  มัลคอล์ม แกล็ดเวลล์ กล่าวชื่นชมหนังสือ The Sports Gene ว่า “จำไม่ได้แล้วว่ามีหนังสือเล่มไหนที่ตราตรึงใจ ให้ความรู้ และกระตุ้นให้ผมถกเถียงได้อย่างยอดมนุษย์นักกีฬา เอปสตีนได้เปลี่ยนวิธีที่เราใช้วัดนักกีฬาชั้นนำกับความสำเร็จของพวกเขาไปตลอดกาล” และเอาเข้าจริง นักจิตวิทยาเจ้าของการวิจัยอันเป็นที่มาของกฎ 10,000 ชั่วโมงก็ไม่พอใจเป็นอย่างยิ่งที่การวิจัยของเขาถูกสื่อตีความไปในทางนั้น (ดูที่นี่)]

แต่กระนั้น ธัญญารัตน์ก็มองว่าการฝึกซ้อมมีส่วนสำคัญต่อความสามารถทางการกีฬา เธอยกตัวอย่างการเปรียบเทียบเรื่องฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ที่ปรากฏในหนังสือ โดยฮาร์ดแวร์ก็คือพันธุกรรมหรือความสามารถดั้งเดิมที่ติดตัวมาแต่กำเนิด ในขณะที่ซอฟต์แวร์นั้นเหมือนความสามารถเพิ่มเติมที่ได้จากการฝึกซ้อม ธัญญารัตน์ยกตัวอย่างเรื่องนักเบสบอลจากในหนังสือว่า แม้หลายคนจะมีสายตาที่ดีมาโดยกำเนิด แต่ความเร็วของลูกเบสบอลที่พุ่งเข้ามานั้นไม่ใช่ความเร็วที่สายตามนุษย์ปรกติจะมองทันได้ ความสามารถในการตีลูกจึงเกิดจากการฝึกซ้อม รวมทั้งการสังเกตรายละเอียดต่างๆ ตั้งแต่รอยด้ายสีแดงที่ถักอยู่บนลูกไปจนถึงกิริยาอาการของคนขว้างลูก

นอกจากนี้ ธัญญารัตน์ก็ได้ยกตัวอย่างจากในหนังสืออีก โดยพูดถึงกรณีของสเตฟาน โฮล์ม (Stefan Holm) นักกระโดดสูงที่ฝึกฝนตัวเองอย่างหนักทุกวันจนเก่งขึ้นเรื่อยๆ แต่วันหนึ่งกลับมีเด็กหน้าใหม่ที่ไม่เคยฝึกซ้อมเลยกลับแสดงความสามารถในการกระโดดสูงได้เท่ากับโฮล์มเพราะมีเอ็นร้อยหวายที่สร้างประสิทธิภาพให้การกระโดดสูงได้มากกว่า แต่แม้จะเปิดตัวได้เท่ากับโฮล์มผู้ฝึกฝนมาอย่างยาวนาน เด็กหน้าใหม่คนนี้ก็ไม่สามารถก้าวไกลไปกว่านั้นเพราะไม่ได้ฝึกซ้อม เพราะฉะนั้น หากตั้งใจจะเล่นกีฬาใดๆ เราก็ไม่ควรทดท้อเพียงเพราะพันธุกรรมไม่ได้มอบศักยภาพร่างกายที่เท่าเทียมหรือเหนือกว่าผู้อื่นให้เราแต่ต้น เรายังสามารถฝึกฝนเพิ่มเติมได้

มนตรี บุญสัตย์

สำหรับมนตรี หนังสือ ยอดมนุษย์นักกีฬา ได้ช่วยไขคำตอบให้กับคำถามที่ว่า เหตุใดนักกีฬาชาวแอฟริกาจึงมักครองตำแหน่งสำคัญในการวิ่งแข่งอยู่เสมอ หรือแม้แต่การวิ่งธรรมดา ในขณะที่คนทั่วไปอาจเริ่มวิ่งได้ที่เพซ 8 (pace 8: ใข้เวลา 8 นาทีในการวิ่งให้ได้ระยะทาง 1 กิโลเมตร) และต้องฝึกฝนร่างกายเพื่อไปให้ถึงเพซ 5 แต่ชาวแอฟริกาที่เพิ่งเริ่มวิ่งอาจวิ่งเพซ 5 ได้แต่แรกโดยไม่ต้องฝึกฝนอะไร ซึ่งคำตอบของเรื่องนี้ก็คือ ชาวแอฟริกาอาจได้รับสืบทอดพันธุกรรมบางอย่างมาจากโบราณ และพันธุกรรมนั่นทำให้พวกเขามีความสามารถเช่นนั้น

กรณีของฮาร์ดแวร์กับซอฟต์แวร์ หรือพันธุกรรมกับการฝึกซ้อม มนตรีได้ยกตัวอย่างถึง “นะ” นฤพนธ์ ประธานทิพย์ ผู้เปลี่ยนตัวเองจนกคนอ้วนน้ำหนัก 100 กิโลกรัม มาเป็นนักวิ่งมาราธอนในรายการระดับโลก (อ่านเรื่องราวของนฤพนธ์ได้ที่นี่) มนตรีเห็นว่านฤพนธ์นั้นเป็นกรณีศึกษาของเรื่องการฝึกซ้อมเป็นเวลา 10,000 ชั่วโมง โดยกรณีนี้คือการฝึกซ้อมเป็นระยะทาง 10,000 กิโลเมตร เพราะในปี พ.ศ. 2560 นฤพนธ์มีระยะทางวิ่งสะสมในปีเดียวอยู่ที่ 10,000 กิโลเมตร และต่อมา เมื่อเข้าร่วมการรายการ Lake Saroma Ultra Marathon ซึ่งเป็นการวิ่งระยะทาง 100 กิโลเมตร นฤพนธ์ก็สามารถเข้าเส้นชัยได้ภายในเวลา 11 ชั่วโมงโดยไม่มีอาการเจ็บปวดกล้ามเนื้อขาแต่อย่างใด และมนตรีเห็นว่า นี่คือผลจากการที่นฤพนธ์ฝึกซ้อมร่างกายมาจนสามารถก้าวข้ามขีดจำกัดของร่างกายได้

พิพัฒน์พน อิงคนนท์

พิพัฒน์พนออกตัวว่าไม่ค่อยเชื่อเรื่องผลของพันธุกรรมที่มีต่อความสามารถทางร่างกายเท่าไรนัก โดยยกตัวอย่างเรื่องน้องชายของตัวเองที่สูง 181 เซนติเมตร ในขณะที่ตัวเขานั้นสูงเพียง 170 เซนติเมตร

ในวัยเด็ก น้องชายของพิพัฒน์พนว่ายน้ำได้เร็วเท่ากับเขาที่อายุมากกว่า และจากนั้นก็ว่ายเร็วกว่าเขาขึ้นเรื่อยๆ จนไปถึงระดับทีมชาติของกีฬาว่ายน้ำ ในขณะที่พิพัฒน์พนนั้นเห็นว่าในเรื่องการเล่นกีฬาแล้ว ตัวเองเป็นเพียงคนเล่นกีฬาทั่วไป ไม่ได้มีความสามารถในระดับนักกีฬาแต่อย่างใด

แต่แล้ว การเข้ารับราชการทหารก็ทำให้ชีวิตของพิพัฒน์พนเปลี่ยนไป ความเชื่องช้าทำอะไรไม่ทันใครและมักอยู่ในกลุ่มที่ถูกลงโทษบ่อยๆ ทำให้เขาตั้งใจจะเปลี่ยนแปลงตัวเองให้กลายเป็นคนแข็งแรงที่ทำอะไรได้เท่ากับคนอื่น พิพัฒน์จึงเริ่มฝึกฝนตัวเองด้วยการออกวิ่ง จนในที่สุดก็ทำให้เขาเป็นนักไตรกีฬาดังเช่นทุกวันนี้ และเมื่อเทียบกับน้องของเขาที่ว่ายน้ำได้ดีมาแต่ต้น พิพัฒน์พนจึงไม่เชื่อเรื่องผลของพันธุกรรมเท่าไรนัก แต่เชื่อว่าทั้งพันธุกรรมและการฝึกซ้อมนั้นล้วนมีส่วนส่งเสริมกันในการเล่นกีฬา เพราะหากมีพันธุกรรมที่ดีโดยกำเนิดแต่ขาดการฝึกซ้อมและความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาตนเองก็จะไปได้ไม่ไกล พิพัฒน์พนจึงเห็นว่า แม้พันธุกรรมจะมีส่วน แต่ถึงอย่างไรการฝึกซ้อมก็คือหัวใจสำคัญ

พิพัฒน์พนเห็นว่า การฝึกซ้อมช่วยพัฒนาทั้งร่างกายและจิตใจให้คนเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสายกีฬาที่เรียกร้องความทนทาน โดยสำหรับตัวเองแล้ว การซ้อมทุกครั้งนำมาซึ่งความสะใจที่สามารถเอาชนะโจทย์ที่ตัวเองตั้งไว้ก่อนการซ้อมแต่ละครั้งได้ และทำให้ได้ก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเองไปสู่อีกระดับในทุกๆ วัน การซ้อมจึงทำให้ได้พัฒนาระดับร่างกายและจิตใจไปในทุกๆ วัน และทำให้เขายังคงหมกมุ่นและมุ่งมั่นกับการซ้อมมาจนทุกวันนี้

ติดตามต่อตอนที่ 2 เร็วๆ นี้

Copyright © 2019. All rights reserved.